โครงการฯ “คำพ่อสอน” ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สนใจใจเข้าร่วมประกวดกว่า 200 ทีม

          หลังจากได้มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ โครงการประกวดภาพยนตร์สั้นเฉลิมพระเกียรติ “คำพ่อสอน” ชิงโล่พระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ของมูลนิธิพระดาบสไปแล้วนั้น ปรากฏว่าโครงการได้รับความสนใจจาก นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก โดยได้มีผู้ร่วมส่งบทภาพยนตร์สั้นที่มีจากแรงบันดาลใจจาก “หนังสือคำพ่อสอน” กว่า 200 ทีม ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี

          ผู้เข้าร่วมประกวดที่ได้ส่งบทภาพยนตร์สั้นเฉลิมพระเกียรติเข้าประกวดทุกคน ได้รับโอกาสดีในการเข้าอบรมแนะแนวทางการทำภาพยนตร์สั้น เมื่อวันที่ 13-14 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม101 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวิทยากรผู้ที่คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์ เช่น จิระ มะลิกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ รักแห่งสยาม, 13 เกมสยอง, พิง ลำพระเพลิง ผู้กำกับภาพยนตร์ โคตรรักเอ็งเลย, คนหิ้วหัว, ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ผู้กำกับภาพยนตร์ ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ,แฝด, อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ โหมโรง เป็นต้น

          บรรยากาศการอบรมในวันที่ 13 ตุลาคม 2550 คับคั่งไปด้วยผู้เข้าร่วมอบรมในโครงการภาพยนตร์สั้นฯ โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 7.30 น. จากนั้นต่างทยอยเข้าจับจองที่นั่งภายในห้องประชุม และเริ่มการเสวนาเมื่อเวลา 9.00 น. โดย รศ. จุมพล รอดคำดี ผู้อำนวยการสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณฉัตรหทัย มีประดิษฐ์ ดีเจ จากสถานีวิทยุจุฬาฯ ร่วมกับ ดร.อรสุดา เจริญรัถ ผู้อำนวยการโครงการหนังสั้นฯ เสวนาหัวข้อ “แรงบันดาลใจจากคำพ่อสอน สู่ภาพยนตร์สั้นเฉลิมพระเกียรติ” โดย ดร. อรสุดา กล่าวถึงที่มาของโครงการนี้ว่า เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ใน คำพ่อสอน เพื่อนำไปสู่การประพฤติในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ  แรกเริ่มดำเนินโดยการรวบรวมพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสุดในการพัฒนาประเทศ กล่าวคือ การพัฒนาใดๆจะต้องมาจากพื้นฐานเด็กและเยาวชน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในเรื่องนี้มาก ซึ่งได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาพิมพ์เป็นหนังสือเพื่อประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน “คำพ่อสอน” ส่วนโครงการภาพยนตร์สั้นเฉลิมพระเกียรติ “คำพ่อสอน” เป็นอีกความตั้งใจหนึ่งของ มูลนิธิพระดาบส แม้ว่ามูลนิธิฯจะไม่ใช่ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการภาพยนตร์สั้นแต่ก็เชื่อว่ากิจกรรมนี้จะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการน้อมนำการเรียนรู้จากคำพ่อสอนไปพัฒนาศักยภาพในการผลิตภาพยนตร์สั้น และทำเสนอสู่สาธารณชน อันเป็นวัตถุประสงค์ของการอบรมในวันนี้

          เมื่อ ดร.อรสุดาได้กล่าวถึงโครงการฯจบลง ลำดับต่อไปคุณ จิระ มะลิกุล ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาและผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง “มหา’ลัย เหมืองแร่” ได้ให้เกียรติมาร่วมเปิดประสบการณ์จริงในการทำหนัง ในหัวข้อ “ก้าวแรก...ทำหนังอย่างง่าย” โดยเล่าถึงประสบการณ์ก้าวแรกของการทำหนังโฆษณาและมิวสิควีดิโอ ก่อนที่จะก้าวมาทำหนัง และพูดถึงขั้นตอนการทำหนังในแบบฉบับของคุณ จิระ ว่าที่จริงแล้วการทำหนังนั้นต้องออกมาจากความรู้สึกของคนทำ ต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจในการหาข้อมูลและต้องรู้ลึกรู้จริงจึงจะทำหนังดีได้ เช่นเดียวกับการสร้างความน่าสนใจในการทำภาพยนตร์สั้นว่าเราควรเลือกไปในแนวทางใด เราก็ควรเลือกเอาแนวทางหลักหรือแนวทางเดียว เพื่อให้หนังของเราออกมาชัดเจนและโดดเด่น อย่าใช้โอกาสที่ได้รับให้เปลือง สุดท้ายคุณจิระ ก็ได้แนะนำวิธีที่จะนำมาใช้ในการผลิตภาพยนตร์สั้น คือ ควรนำ“ทฤษฏีของการทำหนังโฆษณา”เพราะว่าโฆษณาเป็นสื่อที่สำคัญในการดึงดูดคนดูได้สูงมากกว่าหนังโรง เพราะฉะนั้นการที่จะทำหนังต้องหาวิธีตรึงคนดูให้อยู่ จิระ มะลิกุลกล่าวสรุปในตอนท้าย

           ต่อมาในช่วงบ่าย คุณชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “รักแห่งสยาม,13 เกมสยอง” แนะแนวถึงเทคนิคการสร้างแรงบันดาลใจในการเขียนโครงเรื่องการทำบทภาพยนตร์ที่ดี คือ การเล่าเรื่องว่าถ้าจะสร้างบทหนังขึ้นมาสักเรื่องนั้นต้องยึดมั่นในสิ่งที่เราทำก่อน ถ้ายังคิดไม่ออกว่าเราจะทำอะไรให้หยุดและปิดหนังสือก่อน ค่อยๆคิดอย่าบีบคั้นตนเองเพราะจะทำให้เราถอดใจง่ายๆ ฉะนั้นแรงบันดาลใจจะเกิดจากประสบการณ์ที่เราพบเจอแล้วอยากเล่าให้คนอื่นได้รับรู้ การศึกษาข้อมูลก็เป็นสิ่งสำคัญจะเห็นว่าถ้าเราไม่รู้ก็ต้องค้นคว้าอ่านหนังสือมากๆ เพื่อให้เข้าใจและสามารถเขียนออกมาได้สมเหตุสมผล เราก็จะสามารถทำออกมาได้ดี

          ต่อด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์ เริงฤทธิ์ แสงซื่อ หัวหน้าแขนงวิทยุ-โทรทัศน์ หลักสูตรนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้พูดถึงขั้นตอนในการทำภาพยนตร์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นแรกเรียกว่า Pre-Production เป็นขั้นตอนของการถ่ายทำ ขั้นตอนที่สองคือProduction และขั้นตอนสุดท้ายของการถ่ายทำ คือ ขั้นตอนหลังการถ่ายทำ Post-Production และการผลิตภาพยนตร์นั้นต้องมีการประชุมกัน กำหนดวัตถุประสงค์ แบ่งหน้าที่มอบหมายการทำงาน เขียนบท จัดฉากอุปกรณ์ประกอบต่างๆในการทำหนังประกวดซึ่งมีเวลาจำกัด และต้องทำให้คนดูรู้เรื่อง ฉะนั้นเมื่อเขียนบทเสร็จแล้วต้องมีการค้นคว้าหาข้อมูล แต่อย่าเพิ่งเชื่อข้อมูลนั้นทันที ต้องหาข้อมูลให้ได้มากที่สุดแล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลแล้วถึงนำมาเรียบเรียง หลังจากก็เข้าสู่ขั้นตอนของผลิตภาพยนตร์

          ช่วงสุดท้ายของวันแรก ผู้กำกับและผู้เขียนบทภาพยนตร์มืออาชีพ พิง ลำพระเพลิง ได้มาบรรยายในหัวข้อ “เขียนบทอย่างไร...ให้โดนใจผู้ชม” โดย คุณพิงใช้ทฤษฏี “คาดไม่ถึงจึงตลก” เป็นวิธีการเขียนบทตลกที่คุณ พิง ใช้มาตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ทำงานมา แต่จะทำอย่างไรให้คนดูคาดไม่ถึง นั้นคือการปูเรื่องไปอีกทางหนึ่งทำให้ผู้ชมคิดไปทางอื่น แล้วก็พลิกกลับไปอีกทาง นั้นคือ การทำให้คนดูคาดไม่ถึง อีกวิธีหนึ่ง คือ สนใจในเรื่องราวชีวิตจริง หมายถึง เล่าเรื่องให้คนดูเชื่อไปก่อนว่าเป็นเรื่องจริง แล้วค่อยพลิกหักมุมว่ามันเป็นอีกเรื่อง และคุณพิง ยังปิดท้ายด้วยว่า ก่อนที่จะทำอะไรเราต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าอยากเป็นอะไร “ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ตากล้อง หรือ ผู้กำกับศิลป์”และอย่าคิดว่าเราเจ๋งแล้วเพราะในโลกของความเป็นจริง อาจจะมีคนที่เจ๋ง กว่าเรา คุณพิงกล่าวทิ้งท้ายก่อนปิดงานในวันนั้น

          ส่วนการอบรมของวันที่ 14 ตุลาคม 2550 บรรยากาศในงานก็ยังคึกคักไม่ต่างจากวันแรก และเริ่มต้นเสวนาโดย คุณ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ,แฝด” ร่วมกับดีเจจากสถานีวิทยุจุฬา คือคุณนันทยา เพ็ชรวัฒน และคุณ ฉัตรหทัย มีประดิษฐ์ โดยกล่าวถึงแนวคิดและหลักการวางพล็อตเรื่อง ซึ่งคุณภาคภูมิ กล่าวว่า หลักการเขียนบทหนังสำหรับตัวเขานั้น ไม่ควรตัดสินใจกับการเขียนบทครั้งแรก ควรจะลองพัฒนาบทให้ดีที่สุดเสียก่อน และให้คนอื่นเป็นคนช่วยให้คำแนะนำ ที่สำคัญการเล่าเรื่องราวในหนังไม่ควรใส่ “Dialogue”มากเกินไปควรเปิดโอกาสให้ภาพได้เล่าเรื่องบ้าง และในช่วงการสนทนานั้นทางผู้กำกับได้เปิดโอกาสให้กับผู้เข้าร่วมอบรมได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆ จึงสร้างความประทับใจอย่างมากให้กับผู้เข้าร่วมการอบรม

          ต่อจากนั้นในคุณ นิธิ วติวุฒิพงศ์ ผู้กำกับสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ชุด “รอยยุคลบาทต่างแดน” 2550 ได้เสวนาต่อในหัวข้อการสร้างสรรค์เนื้อหาสำหรับการผลิตสื่อเฉลิมพระเกียรติ ทัศนะจากประสบการณ์ คุณนิธิได้กล่าวว่า หนังสือ “คำพ่อสอน” ว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีความเป็นมนุษย์สูงมาก  และเข้าใจว่าทุกท่านหรือว่าส่วนใหญ่ตั้งใจจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ซึ่งคงไม่มีใครคิดที่จะเล่าเรื่องแบบจินตนาการเหนือจริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่จะถูกใจของท่านคณะกรรมการหรือเปล่า  ส่วนเรื่องเล่าแบบสารคดี ก็สามารถทำได้ โดยใช้ศิลปะการทำภาพยนตร์ในการจับความเป็นจริงออกมาโดยเล่ามันให้เป็นเรื่องจริงออกมาโดยเล่ามันให้เป็นเรื่อง หรือ จะเป็นเรื่องแต่งขึ้นมาเลยก็ได้ แต่การเล่าแบบแรกก็จะใช้ทุนในการทำน้อย และต้องใช้ความอดทนในการทำงานมากหน่อย หรือบางคนทำในเรื่องของเราจะเล่า Acting ไม่ดี หน้าตาไม่เข้ากับเรื่อง แต่วิธีสุดท้ายนี้จะต้องใช้งบประมาณ แต่คุณนิธิแนะนำว่าควรจะเลือกเอาสักทาง...และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เป็นคิวของคุณอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ก็ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์และแรงบันดาลใจในการทำภาพยนตร์ พร้อมกับข้อแนะนำต่างๆและตอบข้อซักถามให้กับผู้ที่เข้าร่วมอบรมในวันนั้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประกวดร่วมซักถามบนเวที


          ปิดท้ายการอบรมโครงการฯ คุณ โชติอนันต์ พลตื้อ บรรณาธิการ นิตยสาร Film maker & Features ได้มาแนะนำขั้นตอน และกิจกรรมต่างๆของโครงการฯ ร่วมด้วย ดร.อรสุดา เจริญรัถ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯในครั้งนี้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รวมทั้งตอบข้อซักถามเพื่อความเข้าใจต่อขั้นตอนการส่งเรื่องเข้าประกวดพร้อมรายละเอียดต่างๆ ถือว่าเป็นการสิ้นสุดการอบรมในโครงการภาพยนตร์ “คำพ่อสอน” โดยที่ทุกคนได้ความรู้และเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆเพื่อที่จะนำไปพัฒนาบทภาพยนตร์สู่การประกวดเพื่อคัดเลือกในรอบต่อไป

          นอกจากนั้น ยังได้มีการให้ ข้อมูลเรื่องช่องทางสื่อสารที่สำคัญอีกช่องทางหนึ่งของ “คำพ่อสอน” คือ เว็บไซต์คำพ่อสอน โดย คุณวิวัฒน์ คติธรรมนิตย์ จากบริษัท วิสคอมไวด์  ซึ่งได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของ เว็บไซต์ คำพ่อสอน www.Kamphorsorn.org ซึ่งสามารถรับทราบความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆ ของคำพ่อสอนผ่านเว็บไซต์นี้ รวมทั้ง download แบบบันทึกความดีตามคำพ่อสอน และติดตามฟังรายการวิทยุคำพ่อสอน ย้อนหลังได้อีกด้วย

          การอบรมในครั้งนี้ถือว่าได้รับความร่วมมือจากผู้ที่เข้าร่วมการอบรมและวิทยากรที่นำประสบการณ์จริงมาแนะนำแนวทางการทำหนังและพัฒนาการเขียนบทภาพยนตร์ และเชื่อได้ว่าทุกคนที่เข้าร่วมประกวดกับโครงการฯในครั้งนี้ตั้งใจที่จะทำเพื่อถวายแด่ในหลวงของปวงชนชาวไทยทุกคน...