แผนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาหนี้สินครู

ความเป็นมา

ศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ ตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหา หนี้สินให้แก่ครู เพื่อลดการลุกลามไม่ให้กลายเป็นปัญหาทางการเงินที่เรื้อรังในสังคมไทย เมื่อปี ๒๕๕๙ ศูนย์สถานศึกษาพอเพียงจึงได้จัดทำโครงการ “ ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล ” ขึ้น โดยการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่าง เป็นระบบ ซึ่งเป่าหมายสูงสุดของโครงการ “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล” คือการปลูกฝังให้นักเรียนมีความรู้ มีทักษะในการจัดการการเงินที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อให้บรรลุเป่าหมายนี้ ครูจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนในการใช้ชีวิต และการจัดการการเงินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โครงการ “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล” จึงมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตครูให้มีสถานะทางการเงินที่มั่นคงขึ้นจาก การส่งเสริมให้ครูได้มีโอกาสไตร่ตรอง เรียนรู้ และตระหนักถึงประโยชน์ที่ยั่งยืนจาก การน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการจัดการการเงินและการดำเนินชีวิต

ในการดำเนินการ คณะทำงานโครงการ “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล” ได้น้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาเป็นแนวทาง โดยเน้นการทำงานตามหลักการ “ทำจากเล็กไปใหญ่” และ “ทำอย่างผู้รู้จริง” การหาแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมนักวางแผนการเงินไทย บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ธนาคารออมสิน และศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จึงเป็นไปอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ประกอบกับข้อมูลทางการเงินเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ครูส่วนใหญ่ไม่ต้องการเปิดเผยทั้งหมดการดำเนินการจึงต้องมี การคิดทบทวนอย่างรอบคอบเพื่อหาข้อสรุปที่เหมาะสมที่สุดทั้งนี้การลงพื้นที่เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตทางการเงินที่เหมาะสมให้แก่ ครูในโรงเรียนนำร่อง นอกจากการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่ครูในโครงการแล้ว ยังทำให้เกิดข้อค้นพบหลายประการที่เป็นแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้และขยายผลการเผยแพร่ทักษะชีวิตด้านการจัดการการเงิน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระบบการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบต่อไป

สถานการณ์ปัญหา
หนี้สินครู

จากการดำเนินโครงการนำร่องในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก จำนวน ๓ โรงเรียนในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีครูสมัครใจเข้าร่วมโครงการรวม ๔๖ คน พบว่า แม้ว่าครูจะมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าครัวเรือนไทย แต่ครูมีภาระหนี้สินสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับภาระหนี้สินของครัวเรือนไทย จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน สามารถจำแนกครูตามสภาพปัญหาหนี้สินได้เป็น ๔ กลุ่ม ดังนี้ โดยครูร้อยละ ๓๖ ที่มีหนี้สินแต่ไม่มีปัญหาทางการเงิน ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ คิดก่อนใช้ และมีรายได้เสริมจากสินทรัพย์ เช่น ทำการเกษตร มีห้องเช่า มีรถตู้ให้เช่าเป็นต้น ในขณะที่ครูร้อยละ ๑๙ ที่มีหนี้สินและเริ่มมีปัญหาและครูร้อยละ ๑๒ ที่มีหนี้สินและมีปัญหาทางการเงิน เป็นกลุ่มที่จัดการหนี้สินไม่ถูกวิธี ซึ่งหากไม่ได้รับความรู้ที่ถูกต้องในการจัดการทางการเงิน ครูสองกลุ่มนี้มีโอกาสที่มีต้องประสบปัญหาทางการเงินที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนครูร้อยละ ๓๓ ที่มีปัญหาหนี้สินขั้นวิกฤติ ส่วนใหญ่เป็นเสาหลักของครอบครัวที่ต้องปลดหนี้แทนพ่อแม่หรือกู้เงินให้ญาติพี่น้อง รวมทั้ง การไม่มีสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือมีที่ดินแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อสร้างรายได้ อย่างไรก็ดี ครูร้อยละ ๕๐ ในกลุ่มที่มีปัญหาหนี้สินขั้นวิกฤติยอมรับว่าเป็นหนี้เพราะอบายมุข



ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ครูในโครงการนำร่องเป็นหนี้สรุปได้ดังนี้

  1. การขาดความรู้ในการจัดการทางการเงิน โดยเฉพาะการจัดการหนี้สินที่ถูกต้อง
  2. ทัศนคติเกี่ยวกับการเป็นหนี้ที่ไม่เหมาะสม เช่น เป็นเรื่องปกติที่ครูต้องเป็นหนี้ เราต้องกู้เพราะมีสิทธิที่จะกู้ได้ เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อการกู้เงินเราค้ำประกันให้เขาแล้วเราก็ต้องกู้ด้วย เป็นต้น
  3. มีแรงจูงใจจากการเข้าถึงบริการสินเชื่อที่ง่ายเกินไป
  4. ความจำเป็นในชีวิต ได้แก่ การศึกษาต่อ การแต่งงาน การสร้างบ้าน การซื้อรถ การศึกษาบุตร ความเจ็บป่วยของพ่อแม่ อุบัติเหตุ
  5. การเป็นที่พึ่งทางการเงินให้แก่ พ่อแม่พี่น้อง บุตร และญาติ รวมทั้ง คนในชุมชนสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก
  6. ความต้องการที่เกินจำเป็น เช่น การมีบ้านหลังใหญ่ การมีรถหลายคัน การซื้อที่ดินเพื่อเป็นมรดก เป็นต้น
  7. ความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย และติดอบายมุข

ทั้งนี้ ปัญหาหนี้สินครูจะลุกลามและเรื้อรังไปเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม จากข้อมูลทางการเงินของครูในโครงการนำร่องยังพบว่า ครูที่มีอายุราชการมากจะมีหนี้สินมากกว่าครูที่มีอายุราชการน้อย รวมทั้ง ครูจำนวนหนึ่งจะไม่สามารถปลดหนี้ได้ก่อนเกษียณอายุราชการ และมีแนวโน้มจะประสบปัญหาทางการเงินที่รุนแรงขึ้นเมื่อเกษียณอายุ เพราะเงินบำนาญเกือบทั้งหมดจะถูกหักไปชำระหนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่ระบุว่าระหว่างปี ๒๕๕๖ – ๒๕๗๐ ครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเกษียณอายุรวม ๒๘๘,๒๓๓ คน โดยปี ๒๕๖๒ จะวิกฤติมากที่สุด

โครงการ “ครูพอเพียง
ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล”

โครงการ “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล” มุ่งหาแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นระบบ ด้วยการประสานความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูและหน่วยงานที่พัฒนาความรู้ทางการเงินส่วนบุคคล รวมทั้ง หาแนวทางในการเผยแพร่ความรู้และทักษะทางการเงินที่จำเป็นต่อการสร้างความมั่นคงทางการเงินแก่ครู เพื่อให้ครูได้มีแนวทางในการจัดการเงินและการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแบบอย่างการใช้ชีวิตพอเพียงให้แก่ชุมชนและสังคมได้ ตลอดจน เพื่อให้เกิดการขยายผลแนวทางการจัดการทางการเงินตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในวงกว้าง



ความเป็นมาของโครงการ “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล”

สืบเนื่องจากโครงการวิจัยเชิงพัฒนา “ชีวิตสมดุลของครูพอเพียงแบบอย่าง” ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๘ โดย ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ เพื่อประเมินสถานการณ์และวิเคราะห์ปัญหาทางการเงินของครู เพื่อหาแนวทางในแก้ไขปัญหาหนี้สินครูตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ปัญหาทางการเงินที่สำคัญของครู คือ การมีภาระหนี้สินค่อนข้างมาก จนสะท้อนให้เห็นความไม่มั่นคงทางการเงิน และจากการวิเคราะห์ด้วยองค์ประกอบหลักแห่งความมั่นคงทางการเงิน ๓ ด้านตามแนวคิดของขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) พบว่า ปัญหาทางการเงินของครูเกิดจากการมีความรู้ทางการเงิน (Financial Education) ที่ค่อนข้างน้อย การเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) โดยเฉพาะบริการสินเชื่อที่ง่ายเกินไป และการขาดความคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Financial Consumer Protection) ที่ดี แม้ว่าครูจะมีรายได้เฉลี่ยและอัตราส่วนรายได้ต่อค่าใช้จ่ายที่ดีกว่าครัวเรือนไทย แต่ครูมีภาระหนี้สินสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับภาระหนี้สินของครัวเรือนไทย นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าในแต่ละเดือนครูมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระถึงกว่าร้อยละ ๖๗.๕ ของรายได้ ในขณะที่ครัวเรือนไทยมีหนี้สินที่ต้องชำระร้อยละ ๓๑ ของรายได้ และเกือบหนึ่งในสี่ของครูตกอยู่ในสภาวะชักหน้าไม่ถึง กล่าวคือ มีรายได้ ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายเนื่องจากมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระเป็นจำนวนมาก จนอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตครูและคุณภาพการศึกษาของประเทศ

ดูงานวิจัย

เป้าหมายสูงสุด
ของโครงการ “ครูพอเพียง
ปลอดหนี้ชีวีสมดุล

เป้าหมายสูงสุดของโครงการ “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล” คือการสร้างและปลูกฝังให้นักเรียนมีความรู้ มีทักษะในการจัดการการเงินส่วนบุคคลที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดนี้ ครูจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กนักเรียนในการใช้ชีวิตและการจัดการทางการเงินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โครงการ “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล” จึงมุ่งพัฒนาสติปัญญาทางการเงิน (Financial wisdom) ให้แก่ครู เพื่อให้ครูมีความรู้ทางการเงินอย่างถูกต้อง มีทักษะ มีเจตคติและมีพฤติกรรมทางการเงินที่ดีจนเป็นแบบอย่างแก่นักเรียนได้

วัตถุประสงค์และ
กลุ่มเป้าหมาย

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ
  2. เพื่อพัฒนาหลักสูตรและชุดเครื่องมือการฝึกอบรม “การเงินพอเพียง” ที่มีประสิทธิภาพ
  3. เพื่อให้ครูได้มีความรู้และทักษะทางการเงินอย่างเหมาะสมและจัดการการเงิน ของตนเองได้
  4. เพื่อช่วยให้ครูพอเพียงที่มีความพร้อมและตั้งใจจริง มีชีวิตที่ปลอดหนี้และ เป็นแบบอย่างแก่เพื่อนร่วมวิชาชีพและสังคมได้
  5. เพื่อสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในการดำเนินชีวิตตามปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงในวงกว้าง



กลุ่มเป้าหมาย

  1. กลุ่มเป้าหมายในระยะแรก ได้แก่
    1. ผู้บริหารและครูในโรงเรียนนำร่อง ซึ่งคัดเลือกจากโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาสถานศึกษาพอเพียง
    2. ครูอาสาสมัครจากโรงเรียนในเครือข่ายศูนย์สถานศึกษาพอเพียง
  2. กลุ่มเป้าหมายในระยะขยายผล ได้แก่ ครูบรรจุใหม่และครูประจำการในโรงเรียนทั่วประเทศ

การดำเนินการ
โครงการ

ในการหาแนวทางและวางรากฐานเพื่อให้เกิดกลไกในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นรูปธรรม โครงการฯ ได้มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตครูและหน่วยงานที่มีศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ครู ได้แก่

  • สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน
  • ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร)
  • ธนาคารออมสิน
  • สหกรณ์ออมทรัพย์คร

กลไกการขับเคลื่อน
โครงการ “ครูพอเพียง
ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล”

สรุปผลการดำเนินการ ณ สิ้นปี ๒๕๕๙ในปี ๒๕๕๙ โครงการ “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล” ได้น้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานโดยเน้นการทำงานโดยยึดหลัก “ทำจากเล็กไปใหญ่” และ “ทำอย่างผู้รู้จริง” การดำเนินโครงการฯ จึงเป็นไปอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ประกอบกับการจัดการทางการเงินเป็นเรื่องที่ครูหลายคนไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทั้งหมด การปฏิบัติการในแต่ละเรื่องจึงต้องมีการหารือระดมความคิดเห็น คิดทบทวนอย่างรอบคอบเพื่อหาข้อสรุปที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งผลการปฏิบัติการตามกรอบการทำงานและจากการลงพื้นที่โรงเรียนนำร่องที่ได้คัดเลือกไว้เพื่อเก็บข้อมูลทางการเงินเชิงลึกของครู สามารถสรุปสาเหตุแห่งปัญหาหนี้สินของครู ได้ดังนี้

สาเหตุแห่งปัญหาหนี้สินของครูในโครงการนำร่อง



สรุปผลการดำเนินการ

โดยสรุป ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล” ในปี ๒๕๕๙ ได้แก่

  1. เกิดกลไกในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูที่มีประสิทธิภาพผ่านการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีศักยภาพ อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมนักวางแผนการเงินไทย ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เป็นต้น
  2. เกิดโครงการทดลองแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบในโรงเรียนนำร่อง
  3. เกิดหลักสูตรและชุดเครื่องมือในการจัดอบรม “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล”
  4. เกิดบุคลากรสำคัญคือ “นักวางแผนการเงินพอเพียง รุ่นที่ ๑” ที่ได้จัดทำแผนจัดการหนี้สินให้แก่ครู
  5. เกิดการขยายผลทักษะชีวิตด้านการวางแผนการเงินตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนนำร่อง โรงเรียนเครือข่าย และในสายวิชาชีพนักวางแผนการเงิน
  6. เกิดองค์ความรู้ที่ถูกต้องในการพัฒนาหลักสูตร “การเงินพอเพียง” สำหรับครูและนักเรียนไทยทั่วประเทศเนื่องจากมีครูเกษียณมากถึง ๒๘,๒๔๖ คน สถานการณ์ทางการเงินของครูในวัยเกษียณจึงอาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องการการแก้ไข


การดำเนินการในปี ๒๕๖๐

หลักสูตร “การเงินพอเพียง”

หลักสูตร “การเงินพอเพียง” พัฒนาขึ้นโดยมุ่งหวังให้ครูและนักเรียนได้มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการบริหารจัดการการเงินของตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีภูมิคุ้มกันทางการเงิน และมีอนาคตทางการเงินที่มั่นคงเพื่อให้เกิดผลในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศอย่างยั่งยืน ดังนั้น หลักสูตร “การเงินพอเพียง” จึงเน้นการให้ความรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของครูและนักเรียนผ่านเทคนิคการฝึกอบรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ อาทิ การถอดบทเรียนตามหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง การเรียนรู้จากกรณีศึกษา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแบ่งปันประสบการณ์ โดยหลักสูตร “การเงินพอเพียง” ประกอบด้วย ๓ หลักสูตร ดังนี้

  1. หลักสูตร “เด็กไทย อุปนิสัยพอเพียง” สำหรับนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทุกระดับชั้น
  2. หลักสูตร “ครูรุ่นใหม่ หัวใจพอเพียง” สำหรับครูบรรจุใหม่
  3. หลักสูตร “ครูไทยใส่ใจการเงิน” สำหรับครูประจำการ
  4. หลักสูตร “การจัดการทางการเงินตามหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง” สำหรับนิสิต นักศึกษาครู